Showing posts with label men. Show all posts
Showing posts with label men. Show all posts

Friday, 26 April 2019

Azzaro Pour Homme


Azzaro Pour Homme

อย่าคิดว่านี่จะหยุดยั้งอยู่ที่การแฮ๊บน้ำหอมแม่เอามาลองเล่น เพราะน้ำหอมพ่อเราก็แฮ๊บจ้า เอาจริงๆพ่อเราไม่ใช่คนที่มีจริตการใช้น้ำหอมเลย เขาก็ยังอุตส่าห์มีน้ำหอมกะเค้าตัวนึงด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้มาเพราะฝรั่งที่ทำงานแม่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมกาแล้วซื้อมาฝาก แล้วตัวนี้มันออกมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดด้วยซ้ำ อยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้

จากอิมเมจที่เห็นทำให้รู้สึกว่าจะต้องไม่พ้นแนว woody หรือ aromatic แน่ๆ แล้วก็เป็นตามที่คิดจริงๆ ติดอยู่นิดเดียวที่ว่ากลิ่นเปิดเป็นลาเวนเดอร์หวานๆซะงั้น ตอนนั้นยังอายุไม่เยอะ ไม่ได้ศึกษาเรื่องน้ำหอมอะไรเท่าไหร่ แต่ก็งงว่ากลิ่นหวานแบบนี้ทำไมน้ำดูเหลืองๆวะ ทำไมเขาไม่ทำให้มันสอดคล้องกัน แต่มันก็ไม่ได้หวานมาโดดอย่างเดียวนะ เพราะมันมีกลิ่นหนังตีคู่มาด้วยตลอด หนังแบบหนักแน่น มาดแมนแอนด์แฮนด์ซัมสุดยอดไปเลย กลิ่นมอสและหญ้าแฝกก็ยังมีมาให้เห็นร่วมด้วย แต่ไม่ชัดปั๊วะเท่ากลิ่นหนังและความหวานจากลาเวนเดอร์ ในช่วงกลางของกลิ่นจะรู้สึกถึงไม้จันทน์ได้ และเหมือนมีเลมอนผสมมาด้วยแบบอ่อนๆ พอให้ตัดเลี่ยนจากความมาดแมนดุดันของหนังไปได้นิดนึง ต้องไปถึงช่วงหลังๆแล้วโน่นแหละที่จะสัมผัสได้ถึงมัสก์กับพาโชลี่ที่รองพื้นมาตลอด แต่ก็เป็นพาโชลีแบบกลางๆค่อนไปทางบาง ไม่ติดเขียวเยอะเท่าไหร่ อาจจะเพราะความหนังมันกลบไปหมดแล้วก็เป็นได้

กลิ่นตัวนี้ติดทนทานมาก ถึงจะเป็นแค่ edt แต่ติดทนทานยาวนานเหลือหลาย ยังดีนะที่กลิ่นไม่ได้กระจายฟุ้งสามบ้านแปดบ้านน่ะ ไม่งั้นมีเวียนหัวแน่ๆ เพราะกลิ่นหนังที่มีมันค่อนข้างหนาและหนักเอาการเลย ถ้ากระจายกลิ่นแรงด้วยมันจะฟาดเกินไป จะเป็นลบไปเลยนะในความรู้สึกเรา

Azzaro Pour Homme

เหมาะกับใคร: ชายวัยทำงานทุกอายุ เน้นมาดถึกๆหน่อย มาดเอาจริงเอาจัง ไม่เหมาะกับคนขี้เล่น ทะเล้น สดใส
ใช้ตอนไหน: ทำงานทั่วไป ใส่เข้าประชุมหรือขายงานก็ให้ความรู้สึกขึงขังเป็นต่อดี ใส่เที่ยวกลางคืนอาจจะดูวางก้ามล่อตีนเกินไป ถ้าไม่ได้เป็นรุ่นใหญ่อยู่แล้วอะนะ และอย่าใส่ออกกำลังเด็ดขาด พี่ขอ


Sunday, 21 April 2019

Ralph Lauren Polo Sport


Ralph Lauren - Polo Sport

มาถึงน้ำหอมตัวแรกที่เรากัดฟันเก็บเงินซื้อเองกันบ้าง และ Polo Sport ก็คือน้ำหอมผู้โชคดีนั้นที่เราต้องยอมอดข้าวกลางวันเป็นเทอมๆเพื่อไปไถ่ตัวเธอมาครอบครองให้จงได้ เราสะดุดตากับขวดเท่ๆของมันจากห้างใกล้โรงเรียนที่เราเดินผ่านบ่อยๆ ทำใจกล้าขอพนักงานทดลองกลิ่นดูก็พบว่าชอบมาก เรียกว่าเป็นน้ำหอมตัวแรกในชีวิตที่ชอบกลิ่นเลยก็ว่าได้ แต่ราคาแพงจัง เด็ก 12 แบบเราตอนนั้นหดหู่เลย ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนถึงจะได้มาใช้ สุดท้ายตัดสินใจสู้ทนอดอาหารกลางวันอยู่นานจนได้เงินมากพอ รวมกับเงินปีใหม่แต๊ะเอียใดๆ จึงไปถอยมาจากห้างข้างโรงเรียนนั่นแหละ

ถึงแม้มันจะเป็น edt แต่เราว่ามันให้กลิ่นที่หนักแน่นเอาการเลยนะ เปิดกลิ่นมาก็เจอกับความเย็นสบายของมินท์ที่ผสมกับกลิ่นสังเคราะห์ และความหวานนวลๆของลาเวนเดอร์ ในช่วง middle เราจะรู้สึกว่ามีกลิ่นขิงคลอมากับดอกไม้ชนิดอื่นๆและกลิ่นมะกรูดจางๆพอให้ได้รู้สึกถึงความเปรี้ยวแบบสดชื่น เปรี้ยวจริงแต่กลิ่นไม่คมมาก เพราะใน base note นั้นถูกปูไว้ด้วยมัสก์ ไม้จันทน์หอม ไม้สนซีดาร์ และอำพัน เรียกว่าเป็นสามเกลอสี่เกลอยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้รองพื้นกลิ่นน้ำหอมชาย

ในส่วนของความติดทนสำหรับเราถือว่าติดทนมากนะ อาจจะเป็นเพราะผิวเราถูกกับน้ำหอมชายก็ได้ ใช้ตัวไหนก็ติดทนแทบทั้งนั้น 5 ชั่วโมงนี่ตีไปเลยเป็นขั้นต่ำ แต่ที่ประทับใจคือ skin scent ที่ทิ้งไว้แต่ความหอมหวานละมุน ไม่หอมหวานเกินกว่าจะเป็นน้ำหอมชาย เรื่องของการกระจายกลิ่นก็จัดว่าปานกลางค่อนไปทางสูงนะ อาณุภาพกลิ่นกระจายได้ดี ถ้าสเปรย์เกิน 6 ทีอาจจะได้กลิ่นที่เข้มข้นจนเกินงาม

หลังจากซื้อมาใช้แล้วพักใหญ่ๆถึงได้ไปอ่านเจอในแมกกาซีนเกี่ยวกับการเลือกพรีเซนเตอร์ของ Polo Sport ว่าเขาไปเอานายแบบผิวดำอย่าง Tyson Beckford มา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศักราชใหม่ของการโฆษณาน้ำหอมในยุค 90 เลยมั้งที่ตัดสินใจใช้นายแบบผิวดำโดยที่เป็นแบรนด์ของคนขาว จำได้ว่าคนเขียนคอลัมน์บรรยายว่ามันเป็นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่นเหมือนเพิ่งไปอาบน้ำมาใหม่ๆตลอดเวลา เราว่าก็เป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงเลยสำหรับความรู้สึกที่เรามีให้น้ำหอมตัวนี้

Ralph Lauren - Polo Sport

ในช่วง 3-4 ปีมานี้เราไม่ค่อยได้กลิ่นใครใช้น้ำหอมนี้ตามที่สาธารณะแล้วนะ นานๆทีจะเจอบ้างกับพวกที่ใช้น้ำหอมซีซีตลาดนัด แต่กลิ่นแบบน้ำหอมแท้ทรูนี่ไม่ได้กลิ่นนานมากแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าตอนมันฮิตระเบิดระเบ้อในยุค 90 มันฮิตจนกลายเป็นโหลเลย สมัยนั้นทั้งของแท้ของเทียมเดินส่วนกันปล่อยกลิ่นไปทั่วกรุง เรียกว่าถ้าออกจากบ้านวันไหนต้องเจอคนใช้ตัวนี้อย่างน้อย 2 คนอะ หรือเวลาดูแมกกาซีนกับรายการทีวีแนวเปิดกระเป๋าดารา พวกดาราชายรายไหนรายนั้นเลย ถ้าพกน้ำหอมก็จะเจอตัวนี้เป็นหลัก

เรื่องของสนนราคา สมัยเราซื้อจำได้ว่าสามพันกว่ายังไง สมัยนี้ก็ยังไม่หนีราคาเดิมไปมากเท่าไหร่ แต่ตามร้านขายยาเมืองฝรั่งหรือพวกร้านเครื่องสำอางแบบ Sasa นี่เราไม่ค่อยเห็นเอาตัวนี้ไปลดราคาสักเท่าไหร่นะ คิดว่าคอยดักเอาตอนห้างบ้านเรามีเซลล์ใหญ่ประจำปีก็น่าจะคุ้มพอสมควร

เหมาะกับใคร: ผู้ชายวัยรุ่นตอนปลายเรื่อยไปถึงผู้ชายหลักห้า ทอมก็ใช้ได้
ใส่ตอนไหน: ใส่ได้ทุกโอกาส แต่ไม่เหมาะกับงานหรูหรา เที่ยวกลางคืนพอไหวถ้าไม่แคร์ว่ากลิ่นโหลแล้ว

Tuesday, 16 April 2019

Versace Blue Jeans



ประเดิมกันด้วยน้ำหอมตัวโปรดนะ เป็น all time favourtie ก็ว่าได้ ซื้อใช้มาไม่รู้กี่ขวดต่อกี่ขวดเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนใจหรือเอาใจออกห่าง หมดปุ๊บหาซื้อมาเติมปั๊บ ไม่ยอมปล่อยให้ขาดช่วง จะบอกว่าเป็นน้ำหอมโชคดีคล้ายๆที่บางคนเขามีกางเกงในนำโชคอะไรประมาณนั้นได้เลย บรรจุมาในแพ็คเกจที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งกล่องอลูมิเนียมสีน้ำเงินและลวดลายที่ดูก็รู้ว่าเป็นของ Versace แน่นอน มีขนาดเดียวนะคือ 75 มล.

สำหรับเรากลิ่นที่รู้สึกว่าโดนเด่นตีคู่กันออกมาเมื่อแรกฉีดเลยก็จะเป็น tonka bean ผสมกันกับวานิลลา แต่สามารถรู้ได้ตั้งแต่ระยะแรกของกลิ่นเลยว่ามี base note เป็นมักส์ ไม้จันทน์ และหญ้าแฝกรวมอยู่ ซึ่งกลิ่นเหล่านี้จะไปเด่นเอาในช่วงท้ายๆ ระยะกลางจะเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ออกมานัวๆผสม tonka bean อยู่นะ ซึ่งเรื่องกลิ่น tonka bean นี่เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพ มันจะเป็นกลิ่นที่มีความเท่ในตัวเองและผสมความหวานมันอยู่ในตัวแบบพอดีๆ จะไม่หวานจ๋าแบบวานิลลาน่ะ ทั้งหมดทั้งมวลก็ตามสไตล์ของน้ำหอมสำหรับผู้ชายแหละ แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นเกินที่ผู้หญิงจะใช้นะบอกเลย

เรื่องความติดทนนั้นหายห่วง เกิน 8 ชั่วโมงแน่นอน ติดทนทานมาก ขนาดเสื้อที่ถอดไว้ยังไม่ได้ซัก ผ่านไป 3-4 วันก็ยังได้กลิ่นน้ำหอมติดอยู่เลย ถือว่าทนทายาดเลยสำหรับความเป็น eau de toilette ในส่วนของการกระจายกลิ่น ตัวนี้จัดว่าปานกลางนะ ไม่ได้หนักหน่วงแผ่ออร่ารุนแรงอะไรมาก ช่วงท้ายจะเหลือเป็น skin scent เท่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่หลายๆคนชอบในน้ำหอมตัวนี้เลย กลิ่นติดผิวบางๆ รู้สึกเหมือนอาบน้ำมาอย่างสะอาดสดชื่นตลอดเวลา

แอบกระซิบอีกนิดว่าเจ้าตัวนี้ต้องหาซื้อเวลามีงานเซลล์นะ เมื่อเดือนก่อนเราก็เพิ่งไปสอยมาจากงานเซลล์ที่ตึก Home Pro เพลินจิต ขวดละ 700 บาท ถูกไม่น่าเชื่อ หรือถ้าบินไปมาเลเซีย ฮ่องกง ให้ลองแวะที่ร้าน Sasa เลย ราคาถูกไม่แพ้กัน ล่าสุดดูราคาจากมาเลเซียตกเป็นเงินไทยเกือบๆ 900 บาทได้ แม้แต่ในร้านขายยาที่ออสเตรเลียก็ยังขายถูก (เคยซื้อได้ 700 กลางถึง 900 ต้นๆ) อย่าไปซื้อในห้าง ใน Eveandboy หรือ Beuatrium ใดๆ ราคาแพงเกินเรื่อง ใครซื้อตัวนี้เกิน 1200 คือไม่โอเคนะ มันคือน้ำหอมที่ถูกและดี ก็อยากให้ได้ซื้อกันในราคาที่ดีจริงๆน่ะ

เหมาะกับใคร: ผู้ชายตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยหนุ่มใหญ่ใช้ได้หมด สาวห้าวหรือทอมก็ใช้ดีเหมือนกัน
ใส่ตอนไหน: ได้ทุกกาละเทศะ แต่ใส่กลางคืนอาจจะไม่ค่อยยั่วยวนเท่าไหร่ กลิ่นค่อนข้างสุภาพ