Thursday, 2 May 2019

Jean Paul Gaultier Classique


Jean Paul Gaultier Classique

อย่างที่บอกไปหลายรอบแล้วว่ามักจะอยากลองหรืออยากได้น้ำหอมเพราะว่าอ่านเจอจากแมกกาซีนอยู่บ่อยๆ JPG Classique ก็เป็นหนึ่งในนั้น จำได้ว่าเคยอ่านเจอจากแมกกาซีนนึงสมัยอยู่ประถมปลาย เขาไปสัมภาษณ์ Jean Paul Gaultier ถึงการทำน้ำหอมตัวนี้ พี่แกก็แพล่มว่าได้แรงบันดาลใจมาจากกลิ่นของคุณยาย แล้วก็พูดถึงการออกแบบรูปทรงขวดที่เป็นเอกลักษณ์อย่างสูง แล้วเราก็ลืมไปพักใหญ่ จนมาได้กลิ่นอีกทีตอนอยู่ม.3 มีเพื่อนคนนึงใส่ไปโรงเรียน ได้กลิ่นแล้วก็รู้สึกอยากลองเป็นอันมาก

สัมผัสแรกที่เรารู้สึกได้ถึงกลิ่นคือความเป็นแป้ง ตัวกลิ่นจะออกหวานแบบวานิลลา ผสมด้วยเครื่องเทศหลายอย่าง รวมถึงกลิ่นของดอกกระดังงา แต่ทั้งหมดเคลื่อนตัวอยู่บนความแป้ง เป็นแป้งที่ค่อนข้างจะมีเนื้อหยาบอยู่สักหน่อย ไม่ได้เนียนละเอียดเนียนบางอะไรมาก แต่เราว่านี่แหละคือเสน่ห์ของมัน ในช่วงกลางเราจะได้กลิ่นของดอกกล้วยไม้และมัสก์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังแทรกด้วยกลิ่นเครื่องเทศแบบหวานๆอย่างอบเชยด้วย ภาพรวมของกลิ่นทำให้รู้สึกถึงน้ำหอมยุคเก่าเป็นอย่างดี

แน่นอนในความเป็น edp กลิ่นก็จะติดทนมากๆ ใส่ทีไรไม่เคยต่ำกว่า 6 ชั่วโมงสักครั้ง skin scent ที่ทิ้งไว้บนผิวก็ทนทานสุดๆ ขนาดที่ว่าทาโลชั่นอื่นทับลงไปก็ยังไม่สามารถไปลบกล้างกลิ่นได้ การกระจายตัวของกลิ่นก็ค่อนข้างรุนแรง กระจายไปได้ไกล เหมาะมากที่จะใส่ในเวลากลางคืน ไม่ต้องอัดสเปรย์เพิ่มเลยก็ยังไง การใส่ในช่วงกลางวันเสียอีกที่อาจจะต้องลดความหนักมือที่คุ้นชินจากน้ำหอมตัวอื่นลงมา

Jean Paul Gaultier Classique

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือแพ็คเกจจิ้ง ชอบที่มันมาในกระป๋องน่ะ ต้องเปิดงัดกันให้วุ่นวาย แถมยังมีฝาดึงสไตล์กระป๋องน้ำอัดลมยุคเก่าติดอยู่ที่หัวสเปรย์อีก ซึ่งส่วนนี้สร้างความลำบากนิดนึงในการพกพา เพราะไม่ได้มีฝามาครอบหัวสเปรย์ไว้เลย กระทบกระทั่งอะไรก็เท่ากับกดฉีดได้โดยง่าย

สำหรับ Classique เราไม่ค่อยเจอว่าจะมีการลดราคาอะไรเป็นพิเศษตามไหนนะ อาจจะมีลดลงบ้างถ้าซื้อตาม duty free หรือเวลาห้างมีลดประจำปี ก็ต้องคอยดักเอาในส่วนนั้น แต่ตามที่อื่นๆไม่ค่อยเจอแบบลดกระหน่ำอะไรเท่าไหร่

เหมาะกับใคร: ผู้หญิงวัยมหาลัยขึ้นไปถึง 50-60 ก็ได้ ถ้าต้องการบุคลิก girl boss จะเหมาะมาก เพราะเป็นกลิ่นที่ดูนุ่มนวลแต่ก็หนักแน่น ไม่หน่อมแน้ม
ใช้ตอนไหน: เรียน ทำงาน ยิ่งเป็นงานแบบเป็นเจ้าเป็นนายหรือต้องปะฉะดะจะเหมาะมาก ใส่ไปงานกลางคืน เที่ยวกลางคืนก็ดี แต่ไม่ค่อยเหมาะกับจะใส่ออกกำลังกาย

Wednesday, 1 May 2019

Versace Red Jeans


Versace Red Jeans

ถ้าจะพูดถึงน้ำหอมหญิงตัวโปรด เป็นลูกรักอันดับหนึ่ง ก็ต้องนี่เลย Red Jeans นี่แหละ จำได้ว่าได้กลิ่นครั้งแรกมาจากเพื่อนคนนึงที่แรดๆหน่อย ได้กลิ่นแค่นั้นก็ติดใจเลย ถามเอาจากนางแล้วก็ไม่ได้ความ เพราะนางบอกว่าเอาบอดี้สเปรย์ของคนที่บ้านมาฉีด เราเองก็จนปัญญาจะติดตาม จนผ่านมาหลายปีถึงได้รู้

ในความรู้สึกของเรานะ โทนของกลิ่นมันจะออกแนว floral ผสม spicy น่ะ กลิ่นเปิดจะเป็นแอพริคอตตีคู่กับมากลิ่นกุหลาบแบบร้อนแรง สำหรับบางคนอาจจะมองว่าฉุนไปเลยก็ได้ ซึ่งความร้อนแรงตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกถึงเครื่องเทศ แต่ก็เป็นเครื่องเทศที่ออกจะแป้งๆนะ ไม่ได้คุมกริบหรือดุดุนร้อนแรงอะไรมากมาย ซึ่งพอพ้นไปถึงช่วงกลางจะรู้สึกว่ากลิ่นโดยรวมมัน tone down ตัวเองลงมาพอสมควร กลายเป็นกลิ่นดอกไม้ที่อ่อนลงมาระดับนึง ในขณะที่ฉากล่างเราจะรู้สึกถึงมัสก์และไม้จันทน์หอมได้อยู่ ในท้ายที่สุดพอเหลือติดผิวเป็น skin scent เราก็จะสามารถสัมผัสถึงกลิ่นวานิลลาได้ด้วย

จะว่าเป็นน้ำหอมที่ใช้ง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนะ เพราะในช่วงเปิดกลิ่นจะค่อนข้างฉุนเฉียวอยู่พอสมควร คนที่ไม่ชอบอะไรแรงๆนี่คงเกลียดไปเลย ต้องรอไปสักพักให้กลิ่น tone down ลงอย่างที่ว่า มันจะค่อยๆแปรสภาพเป็นกลิ่นที่มีความแป้งมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของกลิ่นมันนุ่มนวลขึ้นเยอะ ผ่านจุดนี้ไปก็สบายแล้ว เป็นจุดที่รู้สึกว่าทำให้ชอบได้ไม่ยาก

ถึงแม้ว่าจะเป็น edt แต่กลิ่นติดทนได้เรื่องเลย พอๆกับ Blue Jeans นั่นแหละ ลากไป 6 ชั่วโมงได้ชิลๆเลย ติดเสื้อติดผ้าข้ามวันกันเลยทีเดียว ส่วนการกระจายกลิ่นก็ทำได้ดีมาก ดังนั้นจึงไม่ควรสเปรย์หนักมือเกินไปนะ สัก 5 สเปรย์จะกำลังดี ถ้าอยากจะอัดมากต้องไว้ทำตอนไปเที่ยวกลางคืน

เรื่องสนนราคานี่ไม่ต้องพูดถึง เป็นของดีราคาถูกอีกตัวที่แนะนำให้เสาะหามาใช้กัน เพราะมันหาได้ถูกเป็นบางแหล่งบางที่ ไม่ได้ถูกไปทั่วทุกที่ขนาดนั้น อย่างง่ายที่สุดต้องดูที่ Sasa รับรองได้ราคาดีแน่นอน

เหมาะกับใคร: สาวม.ปลายขึ้นไปจนถึง 40 กลางๆ เหมาะกับคนที่เปรี้ยวๆหน่อย สาวซ่าก็เหมาะ แต่คนหวานๆควรเลี่ยง
ใช้ตอนไหน: เหมาะกับงานกลางคืนหรือใส่ไปเที่ยวมากกว่า ยิ่งเที่ยวกลางคืนยิ่งแจ่ม ใส่ไปเรียนหรือทำงานแบบสุภาพมันจะดูแรงเกินเบอร์ไป


Tuesday, 30 April 2019

Davidoff Cool Water


Davidoff Cool Water

และแล้วก็มาถึงคิวของน้ำหอมสุดฮิตข้ามยุคข้ามสมัยของสาวๆอีกตัวนึง ไม่พูดถึงคงเป็นไปไม่ได้ กับ Cool Water ตัวนี้ แน่นอนว่าหามาใช้ตามเพื่อนกันอีกแล้ว จัดว่าเป็นน้ำหอมอีกตัวที่วัยรุ่นยุค 90 ฮิตกันถล่มทลาย

เมื่อได้เห็นชื่อและโทนสีของขวดทำให้เรานึกถึงความสดชื่นแบบน้ำทะเล แต่เอาเข้าจริงก็เปล่าเลย กลิ่นเปิดนั้นเป็นเมลอนแบบชัดเจน ผสมเข้ากับกลิ่นดอกบัวแบบหอมสดชื่น ไม่ใช่ดอกไม้แบบอบๆฉุนๆ กลิ่นช่วงกลางมีทั้งเลมอนกับดอกลิลลี่ตามกันเข้ามา ในขณะที่มีหญ้าแฝก ไม้จันทน์หอม และมัสก์คอยพยุงรองไว้ตลอดช่วง แต่กลิ่นในช่วงท้ายจะค่อนข้างซับซ้อน เพราะให้ความรู้สึกถึงผลไม้แนวเบอร์รี่ที่ตีกันเข้ามาอีกหลายตัว รวมทั้งมีวานนิลแทรกเข้ามาเพิ่มด้วย

ส่วนตัวรู้สึกว่าเหมือนแพ็คเกจมันหลอกดาวอะ มันสร้างความคาดหวังไปในอีกทิศทางนึงเลย เวลาหาข้อมูลจากเวบต่างๆเขาก็ว่าเป็น aquatic นะ แต่เราไม่คิดแบบนั้นเลยอะ มัน fruity floral ชัดๆ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ถือเป็นน้ำหอมที่ใช้ง่ายได้หลากหลายโอกาสอยู่นะ สำหรับคนที่ชอบกลิ่นแนวนี้ก็ถือว่าห้ามพลาดแหละ

เรื่องความติดทนก็ตามมาตรฐาน edt เขานั่นแหละ 4 ชั่วโมงได้อยู่ ไม่ถึงกับติดทนอะไรเกินเบอร์ของความเป็น edt นะ การกระจายกลิ่นทำได้ดี กำลังนวลๆพอเหมาะ กลิ่นไม่พุ่งปรี๊ดไปไกลจนเกินงาม

ราคาในไทยเห็นมีลดแบบเป็นเซ็ทบ่อยอยู่ตามร้านเครื่องสำอางต่างๆ แต่ถ้าจะเอาถูกจริงต้องดูเวลาร้านขายยาเมืองฝรั่งเขาลด มันลดกันถูกจริงคุ้มจริง ถ้าเจอนี่ซื้อติดไว้เลย จะเอาไว้ใช้เองหรือรอให้ใครวันเกิดก็ดีมากทั้งนั้น

Davidoff Cool Water

เหมาะกับใคร: ใช้ได้ตั้งแต่เด็กสาวอายุ 14-15 ไล่ยาวไปถึง 40 กลางๆเลย สาวห้าวก็พอใส่ไหวอยู่
ใช้ตอนไหน: ไปเรียน ไปเที่ยว ไปทำงาน ได้หมด ออกกำลังก็ไม่น่าเกลียด แต่เบาไปสำหรับการเที่ยวกลางคืนนะ จัดจ้านไม่สู้ชาวบ้าน และสไตล์กลิ่นไม่มีความเซ็กซี่แม้แต่น้อย




Monday, 29 April 2019

Avon - Women of Earth


Avon - Women of Earth

ถ้าจะพูดถึงแบรนด์น้ำหอมที่ได้ชื่อว่าถูกและดี จะไม่พูดถึง Avon ก็ดูจะผิดอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ในวันนี้เราต่างก็รู้กันดีว่า Avon ได้ถอนสมอไปจากตลาดประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว แต่น้ำหอมหลายๆตัวของเขาก็ยังคงเป็นตำนานสำหรับสาวกน้ำหอมชาวไทยอยู่ไม่เสื่อมคลาย เราเองก็เคยมีโอกาสได้ลองใช้น้ำหอมจาก Avon อยู่หลายตัวนะ แต่ที่ชอบมากที่สุดก็คือ Women of Earth นี่แหละ หลังจากที่เห็นภาพโฆษณาใน Cleo ฉบับไหนสักฉบับนึง เราก็ลองแวะไปดมดูที่ช็อป Avon แถวบ้าน แล้วก็ได้ติดมือมาทันทีด้วยราคาที่ไม่แพงเลย เป็นราคาที่วัยรุ่นจับต้องได้ไม่ยาก

โทนของน้ำหอมตัวนี้จะออกแนว floral fruity นะ กลิ่นเปิดที่ชัดเจนจะเป็นกลิ่นผลมะเดื่อแบบหวานๆ ผสมไปกับกลิ่น sweet pea ที่คล้ายกับของ Bath & Body Work เลย ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ไม่ซับซ้อนนะ เพราะในช่วงกลางจะมีกลิ่นคล้ายๆว่าจะเป็นส้มผสมมากับกลิ่นไม้จันทน์หอมอีกนิดหน่อย ในขณะที่ปูพื้นด้วยมัสก์และวานิลลาบางๆ ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป

สำหรับเราจัดว่าเป็นกลิ่นน้ำหอมหญิงที่เราไม่ยี้ อบอุ่น นุ่มนวล อ่อนหวานพอประมาณ ไม่หรูหราหรือฉุนเฉียวจนรู้สึกว่าใช้ยาก เหมาะกับผู้หญิงหลากหลายวัยที่อาจจะยังไม่เคยใช้น้ำหอม จะมาลองเริ่มต้นด้วยตัวนี้ก็ถือว่าเหมาะมาก เสียแต่ว่าหาได้แต่ออนไลน์ซะแล้วในบ้านเรา

เท่าที่เคยทดสอบมาก็ติดทนใช้ได้เลยนะ 5 ชั่วโมงนี่สบายๆเลย หรือจะมากกว่านี้ก็ไหวแน่นอนเพราะเป็น edp นี่นะ แต่เรื่องของการกระจายตัวนี่แล้วแต่ ส่วนตัวรู้สึกว่าหน้าหนาวแบบอากาศออกแห้งจะกระจายตัวได้ดีกว่าหน้าร้อนแบบไทยหรือหน้าฝนทั่วไปอยู่สักหน่อย

เหมาะกับใคร: ผู้หญิงวัยม.ปลายเลยไปจนถึงวัย 40 กลางๆ
ใช้ตอนไหน: สามารถใส่ไปเรียน ทำงาน ออกงาน ได้ดี จะใส่ตอนออกกำลังกายก็ไม่น่าเกลียด แต่ใส่ไปเที่ยวกลางคืนจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ดูอ่อนหวานผิดที่ผิดทางไปนิดนึง


Sunday, 28 April 2019

Tommy Hilfiger - Tommy



มีสาวแล้วก็ต้องมีหนุ่ม Tommy เป็นน้ำหอมอีกตัวที่ก็ฮิตระเบิดระเบ้อไม่แพ้กันในช่วงยุค 90 ด้วยความที่เราอยู่โรงเรียนหญิงล้วน เราก็เลยจะยังได้กลิ่นเจ้าตัวนี้บ้างจากบรรดาเพื่อนๆรุ่นน้องรุ่นพี่ที่เป็นทอม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลิ่นประเภทที่เราชอบ

กลิ่นของ Tommy จัดว่าเป็นน้ำหอมที่ไม่ได้มีโน้ตซับซ้อนอะไรเลย ทันทีที่เปิดกลิ่นมา ก็จะเจอกับความสดชื่นของมินท์ ตามมาด้วยกลิ่นผลไม้ที่รวมๆกันมาอย่างแอปเปิ้ล เกรปฟรุต และแครนเบอร์รี่ จากนั้นในช่วงกลางไปยันท้ายก็จะเจอกับความนุ่มนวลของกลิ่นคอตตอนและลาเวนเดอร์ที่มารองพื้นอยู่ เป็นความนุ่มและหวานที่ไม่ได้หวานเกินเบอร์ของการเป็นน้ำหอมชาย

เรื่องของความติดทน ตัวนี้จะอยู่ระดับปานกลางนะ จากประสบการณ์ส่วนตัว 5 ชั่วโมงนี้ไปถึงสบายๆเลย จัดว่าเป็น edt ที่ผ่านในเรื่องความติดทนนะ และก็กระจายกลิ่นดีด้วย ฟุ้งกำลังดี ไม่ได้แรงจนกลิ่นแน่นเกินไป ซึ่งก็ถือว่าเหมาะกับโครงสร้างของกลิ่นมันเองที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากอยู่แล้วด้วย 

เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่เราจะแนะนำให้วัยรุ่นใช้อีกตัวก็แล้วกัน ใช้ได้ทั้งวัยรุ่นชายและหญิงเลย เป็นกลิ่นที่ไม่ได้แมนโฉ่งฉ่างเกินสาวห้าวหรือทอมจะใช้ได้ กลิ่นมันใช้ง่าย ไม่ต้องมีอะไรซับซ้อน กลิ่นไม่รกรุงรังดี

ใครที่กำลังมองหามาใช้เพื่อรำลึกความหลังของวัยรุ่นยุค 90 บอกเลยว่าช่วงนี้หาได้ถูกๆตาม King Power และสนามบินตั่งต่างในมาเลเซียจ้า ราคาดีเลยเชียวละ ล่าสุดเราก็ซื้อฝากแฟนไปขวดนึง

Tommy Hilfiger - Tommy

เหมาะกับใคร: วัยรุ่นชายตั้งแต่ม.ต้นถึงหนุ่มไม่เกิน 30 สาวห้าววัยรุ่นถึงไม่เกิน 30 ก็ใช้ได้อยู่
ใช้ตอนไหน: ไปเรียน ไปเที่ยว ไปทำงาน ใส่เล่นกีฬาก็ไม่แย่ ถ้าจะใส่เที่ยวกลางคืนคงต้องอัดสเปรย์มากหน่อย แต่อาจจะสู้กลิ่นอื่นที่กระจายตัวแรงกว่ามากไม่ไหว



Saturday, 27 April 2019

Tommy Hilfiger - Tommy Girl


Tommy Hilfiger - Tommy Girl

ไอ้การเป็นวัยรุ่นเนี่ยมันก็หนีไม่พ้นการซื้อของตามเพื่อนเนอะ รวมทั้งน้ำหอมด้วยเหมือนกัน ที่เวลาใครฮิตอะไรกัน คนอื่นๆก็พากันแห่ไปซื้อตามไม่ยั้ง ช่วงนั้นเราเองรู้จักน้ำหอมของ Tommy Hilfiger แล้วแหละ เพราะเป็นแบรนด์ที่มาแรงมากในปลายยุค 90 แต่ว่า ณ ตอนนั้นเราก็ยังไม่เคยได้ลองกลิ่นจริงจัง จนไปได้กลิ่นจากเพื่อนคนนึงแล้วชอบใจ ก็เลยตัดสินใจไปลองดูเองบ้าง

ถ้าจะบอกว่า Tommy Girl เป็นน้ำหอมแนว fruity floral ก็คงไม่น่าจะผิด เพราะเปิดกลิ่นมาเราก็ได้กลิ่นทั้งส้ม เกรปฟรุต และแบล็คเคอร์แรนท์ (แนวซูกัสสีม่วง) กันเลย ตามมาด้วยกลิ่นหอมของดอกลิลลี่สีขาว ในช่วงกลางจะได้ความสดชื่นของมินท์ผสมกับกลิ่นมะลิที่ไม่ฉุนจนเกินไป (ส่วนตัวไม่ใช่คนชอบกลิ่นมะลิเท่าไหร่) แต่กลิ่นที่ใส่มารองพื้นนั้นจะค่อนข้างโปร่งนะ เป็นกลิ่นไม้จันทน์หอมและหนังที่โปร่งเบาสบาย ไม่หนักแน่นตึ้บอะไร

ในเรื่องของความติดทน ตัวนี้มันก้ำกึ่งระหว่างปานกลางถึงสูงนะ ส่วนตัวคิดว่าตัวแปรน่าจะเป็นที่สภาพอากาศมากกว่า แบบฤดูที่อุณหภูมิสูงหน่อยก็จะให้ความติดทนไม่เท่ากับช่วงที่อุณหภูมิต่ำกว่า ซึ่งถือว่าทำได้ดีเอาการสำหรับการเป็น edt นะ ส่วนการกระจายกลิ่นก็อยู่ที่ระดับปานกลาง ฟุ้งกำลังดี ไม่โฉ่งฉ่างเกินเบอร์ของน้ำหอมวัยรุ่น

เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่เหมาะสมมากสำหรับวัยรุ่นหญิงที่ต้องการเริ่มใช้น้ำหอมนะ เพราะกลิ่นมันเซฟดี ไม่ฉุนเฉียว ไม่โฉ่งฉ่างเกินไป มีโน้ตต่างๆที่ใช้ได้ง่ายและสดใสสมวัย ถ้าหาซื้อมาใช้ในสมัยนี้ก็ไม่โหลเท่าช่วงปลายยุค 90 แบบตอนนั้นแล้วด้วย สมัยนั้นโหลมาก ทุกๆห้องจะต้องเจอคนที่ใช้กลิ่นนี้อย่างน้อย 3 คนอะ

Tommy Hilfiger - Tommy Girl

ในส่วนของราคา ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้ราคาดีมาก เราเจอมาที่ King Power ราคาโคตรถูก สำหรับ 50 มล.นะ หรือที่สนามบินปีนังก็ถูกไม่แพ้กัน ตกเป็นเงินไทยอยู่ 700 ปลายๆเท่านั้นเอง สมควรซื้อหาไปฝากลูกหลานวัยรุ่นสาวๆของท่านเป็นอย่างยิ่ง

เหมาะกับใคร: วัยรุ่นสาวตั้งแต่ม.ต้นขึ้นไปถึงไม่เกิน 30 ปี จะสาวห้าวสาวหวานใช้ได้หมด
ใช้ตอนไหน: ใส่ไปเรียน ไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ ไปไหนๆก็เหมาะสมไปหมด ใส่เที่ยวกลางคืนได้เฉพาะคนที่อายุถึงเท่านั้น


Friday, 26 April 2019

Azzaro Pour Homme


Azzaro Pour Homme

อย่าคิดว่านี่จะหยุดยั้งอยู่ที่การแฮ๊บน้ำหอมแม่เอามาลองเล่น เพราะน้ำหอมพ่อเราก็แฮ๊บจ้า เอาจริงๆพ่อเราไม่ใช่คนที่มีจริตการใช้น้ำหอมเลย เขาก็ยังอุตส่าห์มีน้ำหอมกะเค้าตัวนึงด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้มาเพราะฝรั่งที่ทำงานแม่กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมกาแล้วซื้อมาฝาก แล้วตัวนี้มันออกมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดด้วยซ้ำ อยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้

จากอิมเมจที่เห็นทำให้รู้สึกว่าจะต้องไม่พ้นแนว woody หรือ aromatic แน่ๆ แล้วก็เป็นตามที่คิดจริงๆ ติดอยู่นิดเดียวที่ว่ากลิ่นเปิดเป็นลาเวนเดอร์หวานๆซะงั้น ตอนนั้นยังอายุไม่เยอะ ไม่ได้ศึกษาเรื่องน้ำหอมอะไรเท่าไหร่ แต่ก็งงว่ากลิ่นหวานแบบนี้ทำไมน้ำดูเหลืองๆวะ ทำไมเขาไม่ทำให้มันสอดคล้องกัน แต่มันก็ไม่ได้หวานมาโดดอย่างเดียวนะ เพราะมันมีกลิ่นหนังตีคู่มาด้วยตลอด หนังแบบหนักแน่น มาดแมนแอนด์แฮนด์ซัมสุดยอดไปเลย กลิ่นมอสและหญ้าแฝกก็ยังมีมาให้เห็นร่วมด้วย แต่ไม่ชัดปั๊วะเท่ากลิ่นหนังและความหวานจากลาเวนเดอร์ ในช่วงกลางของกลิ่นจะรู้สึกถึงไม้จันทน์ได้ และเหมือนมีเลมอนผสมมาด้วยแบบอ่อนๆ พอให้ตัดเลี่ยนจากความมาดแมนดุดันของหนังไปได้นิดนึง ต้องไปถึงช่วงหลังๆแล้วโน่นแหละที่จะสัมผัสได้ถึงมัสก์กับพาโชลี่ที่รองพื้นมาตลอด แต่ก็เป็นพาโชลีแบบกลางๆค่อนไปทางบาง ไม่ติดเขียวเยอะเท่าไหร่ อาจจะเพราะความหนังมันกลบไปหมดแล้วก็เป็นได้

กลิ่นตัวนี้ติดทนทานมาก ถึงจะเป็นแค่ edt แต่ติดทนทานยาวนานเหลือหลาย ยังดีนะที่กลิ่นไม่ได้กระจายฟุ้งสามบ้านแปดบ้านน่ะ ไม่งั้นมีเวียนหัวแน่ๆ เพราะกลิ่นหนังที่มีมันค่อนข้างหนาและหนักเอาการเลย ถ้ากระจายกลิ่นแรงด้วยมันจะฟาดเกินไป จะเป็นลบไปเลยนะในความรู้สึกเรา

Azzaro Pour Homme

เหมาะกับใคร: ชายวัยทำงานทุกอายุ เน้นมาดถึกๆหน่อย มาดเอาจริงเอาจัง ไม่เหมาะกับคนขี้เล่น ทะเล้น สดใส
ใช้ตอนไหน: ทำงานทั่วไป ใส่เข้าประชุมหรือขายงานก็ให้ความรู้สึกขึงขังเป็นต่อดี ใส่เที่ยวกลางคืนอาจจะดูวางก้ามล่อตีนเกินไป ถ้าไม่ได้เป็นรุ่นใหญ่อยู่แล้วอะนะ และอย่าใส่ออกกำลังเด็ดขาด พี่ขอ


Thursday, 25 April 2019

Cacharel Anaïs Anaïs


Cacharel Anaïs Anaïs
Cacharel Anaïs Anaïs

ปกติแล้วเราจะไม่ค่อยใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแนวสาวหวานเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่บุคลิกของเราเลย แต่ก็นั่นแหละ นานๆจะได้ลองทีเพราะแฮ๊บเอาของชาวบ้านมาใช้ ซึ่งเจ้า Anaïs นี้เราก็เห็นอยู่ในตู้ของแม่มาหลายปีดีดัก แต่สังเกตเหมือนกันว่าแม่เราก็ไม่ค่อยเอาออกใช้ เพราะแม่ก็ไม่ได้มีบุคลิกเป็นผู้หญิงหวานสักเท่าไหร่เหมือนกัน

ถ้าจะให้อธิบายกลิ่นของตัวนี้ บอกได้เลยว่าคือดอกลิลลี่ นำโดดมาเลย ตามมาด้วยกลิ่นดอกไม้หลากสีอื่นๆ รู้สึกว่าจะมีมะลิผสมมาด้วย ในช่วงกลางคิดว่ากลิ่นจะออกคล้ายกำยานมากขึ้น แต่ก็เป็นกำยานที่ออกแป้งๆอยู่สักหน่อย ไม่ใช่กำยานที่สดคมเหมือนในน้ำหอมบางตัวนะ อันนี้เขาจะออกสากๆแป้งๆ จะดูมีความนุ่มกว่า ในครึ่งหลังของช่วงกลางจะเริ่มรู้สึกได้ถึงสามประสานที่รองพื้นมาตลอด นั่นคือไม้จันทน์หอม หญ้าแฝก และมัสก์ 

เราชอบอิมเมจของน้ำหอมตัวนี้มากนะ แม้จะรู้แก่ใจว่ามันไม่เข้ากับเราเอาซะเลย มันเป็นน้ำหอมที่อ่อนหวาน ดูมีความคุณหนู มีความอ่อนเดียงสาแบบโลลิต้า แต่ก็มีความลึกลับแฝงมาด้วยจากการส่งกลิ่นของกำยาน ไม่ได้ลึกลับแบบดุร้ายหรือน่ากลัวนะ มันลึกลับแบบชวนให้ค้นหา ชวนให้คว้ามาเป็นเจ้าของ ฟีลแบบที่คุณพ่อเลี้ยงได้โลลิต้ามายังไงยังงั้นเลย

เรื่องของความคิดทน ต้องพูดเลยว่าพลังแรงเกินกว่า edt หลายตัวที่เคยพบเคยเจอมามาก 6 ชั่วโมงนี่ยืนพื้นไปเลย คาดหวังได้มากกว่านี้แน่นอน ส่วนการกระจายกลิ่นนั้นปานกลาง ฟุ้งๆลอยๆรอบตัวพองาม ไม่โฉ่งฉ่างมากเพราะเน้นเรื่องความติดทนไปแล้ว ขืนยังให้กลิ่นโฉ่งฉ่างไปอีกเดี๋ยวจะดูไม่เป็นสาวน้อยเอา

Cacharel Anaïs Anaïs

เหมาะกับใคร: สาววัยรุ่นม.ปลายผู้ไร้เดียงสา สาววัยต้นสามสิบที่ยังพอแอ๊บใสได้ไหวอยู่ สาวห้าวทุกวัยลืมได้เลย
ใช้ตอนไหน: ไปเรียน ไปทำงานแบบทั่วไป ไม่เหมาะกับใส่ไปทำงานที่ต้องฟาดฟันกับเสือสิงห์กระทิงแรดในวงการนั้นๆมากนัก เที่ยวกลางคืนนี่ถ้าใส่อาจจะแลดูเป็นลูกแกะรอหมาป่าไปสักหน่อย แต่ถ้าอยากลองก็ได้อยู่


Wednesday, 24 April 2019

Guy Laroche Fidji


Guy Laroche Fidji

ยังคงวนเวียนอยู่กับการลักเอาน้ำหอมแม่มาใช้ ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่เราเห็นอยู่ยงคงกระพันประจำหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแม่มาตลอดเหมือนกัน เคยรู้มาว่าเขาตั้งชื่อน้ำหอมตัวนี้ตามเกาะ Fidji ที่เป็นส่วนนึงของหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ เพิ่งจะมารู้เอาตอนโตแล้วเหมือนกันว่าเป็นน้ำหอมจาก Guy Laroche สมัยเด็กคิดว่าแบรนด์นี้เขาทำแต่เครื่องแต่งกายและเครื่องหนังอย่างเดียว ไม่นึกว่าจะมีน้ำหอมด้วย

ช่วงเปิดของกลิ่นมาในแนวดอกไม้นานาพรรณ นำโดยดอกไม้สีม่วงและขาวที่ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ ในช่วงกลางกลิ่นดอกไม้จะเริ่มพร่าเลือนลงไป มีกลิ่นหอมของหญ้าแฝกและกานพลูเข้ามาแทนที่ รวมทั้งยังมีกลิ่นเครื่องเทศแนวร้อนแรงปนมาด้วย ให้ความรู้สึกว่าน้ำหอมตัวนี้มาในโทน woody ซะมากกว่า เพราะว่าตลอดเวลาของช่วงกลางเป็นต้นไปก็จะได้กลิ่นไม้จันทน์หอมและมัสก์ที่รองพื้นอยู่อย่างชัดเจน เป็นกลิ่นที่ออกมาแน่นพอสมควรเลยทีเดียว

ความรู้สึกรวมๆของน้ำหอมตัวนี้มันจะออกแนว woody ที่ตามมาด้วยความเป็น floral แต่ก็ไม่ใช่ floral ที่มาเต็มเป็นทุ่งดอกไม้อันกว้างใหญ่อะไรขนาดนั้น จะออกแนวมาเป็นช่อเดียวไซส์กำลังดีมากกว่า สร้างความรู้สึกสุขุมและสง่ามากกว่าที่จะเป็นความสดใสแบบดอกไม้นานาพรรณ

ความติดทนของกลิ่นจะอยู่ในระดับกลาง 4-5 ชั่วโมงนี่อยู่ถึงแบบสบาย การกระจายตัวของกลิ่นก็ถือว่าไม่มากไม่น้อยนะ ไม่ทำให้รู้สึกว่ากลิ่นฉุนเฉียวจนเกินไป แต่ก็ได้กลิ่นที่อวลหนักแน่นพอสมควร สมกับที่เป็น edp นั่นแหละ และยังให้ skin scent ที่ชัดเจน แต่จะเป็นกลิ่นโทน woody เสียมากกว่า

Guy Laroche Fidji

เหมาะกับใคร: ผู้หญิงวัยทำงานขึ้นไปจนถึงวัย 50 ก็ยังใช้ได้ ขอลุคที่ไม่ห้าวมากจะดีกว่า
ใช้ตอนไหน: เหมาะจะใส่ไปทำงาน หรือออกงานหรูหน่อยก็ได้ กับใส่ไปไหนมาไหนวันหยุด เที่ยวกลางคืนยังพอกล้อมแกล้ม แต่ออกกำลังกายไม่ค่อยแนะนำ



Tuesday, 23 April 2019

Lumière de Rochas


Lumière de Rochas

เป็นน้ำหอมที่เราเกิดมาก็เห็นแล้วน่ะ เห็นแม่ใช้มาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเป็นกลิ่นที่ฝังอยู่ในความทรงจำเลยก็ว่าได้ อาจจะเพราะว่าเป็นน้ำหอมที่เกิดปีเดียวกับเราด้วยละมั้ง แล้วเราชอบแอบเอาน้ำหอมแม่มาเล่นมาลองอยู่บ่อยๆตั้งแต่เล็กจนโต และ Lumière ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ถึงจะเป็นน้ำหอมหญิงแต่เชื่อมั้ยว่ากลิ่นไม่ฉุนเลย เปิดกลิ่นมาด้วยกลิ่นสังเคราะห์ที่สดชื่นมากๆ ตามด้วยกลิ่นหอมเย็นของดอกซ่อนกลิ่นที่หอมชวนหลงใหลมากจริงๆ ตามมาด้วยดอกกระดังงาและดอกไม้อะไรอีกไม่รู้จำนวนนึง ในช่วง middle ก็เป็นกลิ่นดอกไม้แหละ แต่มันไม่ได้เข้มข้นหรือคมมากพอที่เราจะแยกแยะได้ว่าเป็นดอกอะไรต่อมิอะไรบ้าง น่าจะมีมะลิด้วยแต่ไม่ใช่มิละที่คมจนรู้สึกได้ชัดเจน ทั้งหมดทั้งมวลรองพื้นไว้ด้วยกลิ่นไม้จันทน์หอมและมัสก์ แต่ก็ยังมีกลิ่นฟรุตตี้เจือมาเบาๆติดเป็น skin scent ด้วย

สำหรับเราคิดว่าเป็นอีกกลิ่นที่ติดทนนานใช้ได้เลย ยังไงต้องแตะ 6 ชั่วโมงกันแหละ ไม่มีต่ำกว่านี้แน่ ส่วนการกระจายกลิ่นนี่โอโห อย่าให้เซด ถ้าฉีดหนักมือกว่า 4 สเปรย์นี่บอกเลยว่าโดนนินทาแน่ๆ เดินเหินไปไหนมาไหนกลิ่นมาก่อนตัวอีกจ้า ปกติที่เราหยิบตัวนี้มาใช้เราฉีดน้อยสเปรย์มากเลยนะ ช่วงวัยรุ่นนี่แอบใช้แค่สเปรย์เดียวเลย ฉีดลงไประหว่างอกทีเดียวพอ เพราะโรงเรียนห้ามใส่น้ำหอม เขาอนุญาตเฉพาะโคโลญจ์ด๊องแด๊งที่ขายตามซูเปอร์ฯเท่านั้น แค่สเปรย์เดียวกลิ่นจะกำลังดีสำหรับการที่ไม่อยากให้รู้ว่าใส่น้ำหอมมา แต่ถ้าเอาแบบอยากให้คนพอรู้ก็ต้อง 2-3 สเปรย์จะกำลังงามเลย ฉีดเพิ่มเข้าไปที่ซอกคอสองฝั่ง ฉีดถึง 4 สเปรย์นี่คือเริ่มตึงๆละ จัดว่าเป็นคนฉีดน้ำหอมหนักมือคนนึง แต่ถ้ามากกว่านั้นนี่ตัวใครตัวมันจ้า ตู้น้ำหอมเคลื่อนที่เลยแหละ

มันมีช่วงนึงที่น้ำหอมตัวนี้ discontinued ไป เราเองก็เสียดายมากเพราะอยากจะหาเก็บไว้ใช้เป็นของตัวเอง ไม่ต้องแอบแฮ๊บแม่ใช้อีกต่อไป แต่มันก็หายากมาก หาจนท้อใจ จนล้มเลิกแผนไปในที่สุด ทุกวันนี้ถึงจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่น้ำหอมที่เข้ากับบุคลิกตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่หลงใหลในกลิ่นของมันเราก็ยังอยากมีเก็บไว้อยู่ดี 

ดังนั้นเรื่องสนนราคาเราจึงไม่รู้เลยว่าจะถูกจะแพงยังไง ลองค้นๆในเนทก็เจอแต่เวบฝรั่ง จะอ้างอิงซื้อหาในไทยหรือหน้าร้านตามไหนก็ไม่ค่อยมีข้อมูลที่ดีพอ



เหมาะกับใคร: เหมาะกับผู้หญิงที่ค่อนข้าง mature ประมาณนึง 20 ปลายขึ้นไปถึง 50
ใช้ตอนไหน: ทำงาน เที่ยว ออกงาน เที่ยวกลางคืน ได้หมด แต่อย่าใช้ตอนไปออกกำลังกาย


Monday, 22 April 2019

Clinique Happy


Clinique - Happy

เมื่อมีครั้งแรกแล้วก็ต้องมีครั้งที่สอง การซื้อน้ำหอมของเราเริ่มมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และตัวที่สองที่ได้รับเกียรติแห่งการอดข้าวอดน้ำไปซื้อก็ได้แก่ Clinique Happy นั่นเอง เราเห็นน้ำหอมตัวนี้ครั้งแรกจาก Cosmopolitan ที่เราแก่แดดซื้อมาอ่านเองตอนม.ต้น  ช่วงนั้นเขานิยมแต้มกลิ่นน้ำหอมลงไปในกระดาษด้วย ทำออกมาคล้ายๆแถบกาวให้เราดึงออก ยาวตามความสูงของหน้ากระดาษ ดึงออกมาแล้วก็ดมลงไปได้เลย ได้กลิ่นก็รู้สึกถูกใจทันที รู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ตรงกับนิยามของคำว่าความสุขดีมาก อาจจะเป็นที่สีส้มที่นำมาใช้ด้วยที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความสุขได้

ในเมื่อกล่องมันสีส้มมาซะขนาดนี้ กลิ่นเปิดก็เป็นส้มจริงๆแหละ ทั้งส้มกี่พันธุ์ต่อกี่พันธุ์ มะกรูด ก็ขนมากันหมด เรียกว่าเป็นกลิ่นเปิดที่เหมือนโยนเข้าใส่หน้าเต็มๆ 30 นาทีแรกกลิ่นจะค่อนข้างคมหน่อยนะ ต้องทิ้งให้คลายตัวลงบ้าง ถึงจะได้กลิ่นดอกไม้ตามมันช่วยตัดให้กลิ่นมันนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ในช่วงกลางเรารู้สึกว่าได้กลิ่นของดอกลิลลี่เพิ่มเข้ามา ในขณะที่มีกลิ่นมัสก์รองพื้นอยู่ตลอด แต่ว่าไม่ได้แน่นตึ้บมากเมื่อเทียบกับน้ำหอมชายหลายๆตัว

เรื่องความติดทนเราให้ปานกลางนะ 4-5 ชั่วโมงนี่ไปได้สบายๆเลย จริงๆมันก็อยู่ได้นานกว่านั้นนะ เพราะมันเป็น edp แต่สิ่งที่เราไม่ชอบเท่าไหร่คือ skin scent ที่เราว่ามันออกแนวดอกไม้มากเกินไปจนบางวันเราเวียนหัว ยิ่งถ้าฉีดหน้าร้อนหรือไปที่แดดออกเยอะๆนี่ตายไปเลย ฉีดได้นะ แต่ฉีดให้กลิ่นอยู่ถึงช่วง middle พอ หลังจากนั้นเราต้องรีบอาบน้ำล้างกลิ่นทิ้งอะ เราเลยไม่ได้สัมผัสถึงความทนทานขั้นสุดซักเท่าไหร่ ในส่วนของการกระจายกลิ่นก็ปานกลาง ไม่ได้มีอาณุภาพรุนแรงอะไรมากเมื่อทำงานบนผิวเรา รวมๆก็จัดเป็นน้ำหอมหญิงที่ใช้ได้แหละ แต่ไม่จัดว่าชอบมากขนาดนั้น เทียบกันแล้วเราจะชอบเวอร์ชั่นผู้ชายมากกว่า ซึ่งก็จะทำรีวิวต่อไปในโอกาสหน้าเนาะ 

สำหรับสนนราคา ในช่วงปีสองปีให้หลังมานี้เราเจอราคาลดบ่อยนะที่ duty free ยังไงใครมีโอกาสบินไปไหนก็ลองเช็คราคากันดู ของที่มาเลเซียก็ราคาดีเหมือนกัน

Clinique - Happy

เหมาะกับใคร: สาววัยรุ่นตอนปลาย ไล่ไปถึงไม่เกิน 45 ปี แต่ต้องลุคไม่ห้าวจนเกินไปนะ
ใช้ตอนไหน: ไปเรียน ไปทำงาน ออกงานหรือเที่ยวกลางคืนก็ได้ แต่กลิ่นมีความก๋ากั๋นเล็กน้อย อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ไปงานที่ต้องสุภาพสุดๆ



Sunday, 21 April 2019

Ralph Lauren Polo Sport


Ralph Lauren - Polo Sport

มาถึงน้ำหอมตัวแรกที่เรากัดฟันเก็บเงินซื้อเองกันบ้าง และ Polo Sport ก็คือน้ำหอมผู้โชคดีนั้นที่เราต้องยอมอดข้าวกลางวันเป็นเทอมๆเพื่อไปไถ่ตัวเธอมาครอบครองให้จงได้ เราสะดุดตากับขวดเท่ๆของมันจากห้างใกล้โรงเรียนที่เราเดินผ่านบ่อยๆ ทำใจกล้าขอพนักงานทดลองกลิ่นดูก็พบว่าชอบมาก เรียกว่าเป็นน้ำหอมตัวแรกในชีวิตที่ชอบกลิ่นเลยก็ว่าได้ แต่ราคาแพงจัง เด็ก 12 แบบเราตอนนั้นหดหู่เลย ไม่รู้จะไปหาเงินมาจากไหนถึงจะได้มาใช้ สุดท้ายตัดสินใจสู้ทนอดอาหารกลางวันอยู่นานจนได้เงินมากพอ รวมกับเงินปีใหม่แต๊ะเอียใดๆ จึงไปถอยมาจากห้างข้างโรงเรียนนั่นแหละ

ถึงแม้มันจะเป็น edt แต่เราว่ามันให้กลิ่นที่หนักแน่นเอาการเลยนะ เปิดกลิ่นมาก็เจอกับความเย็นสบายของมินท์ที่ผสมกับกลิ่นสังเคราะห์ และความหวานนวลๆของลาเวนเดอร์ ในช่วง middle เราจะรู้สึกว่ามีกลิ่นขิงคลอมากับดอกไม้ชนิดอื่นๆและกลิ่นมะกรูดจางๆพอให้ได้รู้สึกถึงความเปรี้ยวแบบสดชื่น เปรี้ยวจริงแต่กลิ่นไม่คมมาก เพราะใน base note นั้นถูกปูไว้ด้วยมัสก์ ไม้จันทน์หอม ไม้สนซีดาร์ และอำพัน เรียกว่าเป็นสามเกลอสี่เกลอยอดนิยมที่ถูกนำมาใช้รองพื้นกลิ่นน้ำหอมชาย

ในส่วนของความติดทนสำหรับเราถือว่าติดทนมากนะ อาจจะเป็นเพราะผิวเราถูกกับน้ำหอมชายก็ได้ ใช้ตัวไหนก็ติดทนแทบทั้งนั้น 5 ชั่วโมงนี่ตีไปเลยเป็นขั้นต่ำ แต่ที่ประทับใจคือ skin scent ที่ทิ้งไว้แต่ความหอมหวานละมุน ไม่หอมหวานเกินกว่าจะเป็นน้ำหอมชาย เรื่องของการกระจายกลิ่นก็จัดว่าปานกลางค่อนไปทางสูงนะ อาณุภาพกลิ่นกระจายได้ดี ถ้าสเปรย์เกิน 6 ทีอาจจะได้กลิ่นที่เข้มข้นจนเกินงาม

หลังจากซื้อมาใช้แล้วพักใหญ่ๆถึงได้ไปอ่านเจอในแมกกาซีนเกี่ยวกับการเลือกพรีเซนเตอร์ของ Polo Sport ว่าเขาไปเอานายแบบผิวดำอย่าง Tyson Beckford มา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศักราชใหม่ของการโฆษณาน้ำหอมในยุค 90 เลยมั้งที่ตัดสินใจใช้นายแบบผิวดำโดยที่เป็นแบรนด์ของคนขาว จำได้ว่าคนเขียนคอลัมน์บรรยายว่ามันเป็นน้ำหอมที่ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่นเหมือนเพิ่งไปอาบน้ำมาใหม่ๆตลอดเวลา เราว่าก็เป็นคำพูดที่ไม่เกินจริงเลยสำหรับความรู้สึกที่เรามีให้น้ำหอมตัวนี้

Ralph Lauren - Polo Sport

ในช่วง 3-4 ปีมานี้เราไม่ค่อยได้กลิ่นใครใช้น้ำหอมนี้ตามที่สาธารณะแล้วนะ นานๆทีจะเจอบ้างกับพวกที่ใช้น้ำหอมซีซีตลาดนัด แต่กลิ่นแบบน้ำหอมแท้ทรูนี่ไม่ได้กลิ่นนานมากแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าตอนมันฮิตระเบิดระเบ้อในยุค 90 มันฮิตจนกลายเป็นโหลเลย สมัยนั้นทั้งของแท้ของเทียมเดินส่วนกันปล่อยกลิ่นไปทั่วกรุง เรียกว่าถ้าออกจากบ้านวันไหนต้องเจอคนใช้ตัวนี้อย่างน้อย 2 คนอะ หรือเวลาดูแมกกาซีนกับรายการทีวีแนวเปิดกระเป๋าดารา พวกดาราชายรายไหนรายนั้นเลย ถ้าพกน้ำหอมก็จะเจอตัวนี้เป็นหลัก

เรื่องของสนนราคา สมัยเราซื้อจำได้ว่าสามพันกว่ายังไง สมัยนี้ก็ยังไม่หนีราคาเดิมไปมากเท่าไหร่ แต่ตามร้านขายยาเมืองฝรั่งหรือพวกร้านเครื่องสำอางแบบ Sasa นี่เราไม่ค่อยเห็นเอาตัวนี้ไปลดราคาสักเท่าไหร่นะ คิดว่าคอยดักเอาตอนห้างบ้านเรามีเซลล์ใหญ่ประจำปีก็น่าจะคุ้มพอสมควร

เหมาะกับใคร: ผู้ชายวัยรุ่นตอนปลายเรื่อยไปถึงผู้ชายหลักห้า ทอมก็ใช้ได้
ใส่ตอนไหน: ใส่ได้ทุกโอกาส แต่ไม่เหมาะกับงานหรูหรา เที่ยวกลางคืนพอไหวถ้าไม่แคร์ว่ากลิ่นโหลแล้ว

Friday, 19 April 2019

CK One


CK one

คราวนี้จะพูดถึงน้ำหอมตัวแรกในชีวิตบ้าง เป็นน้ำหอมที่แม่ซื้อให้ตอนไปเที่ยวมาเลเซียกัน เรียกว่าเป็นน้ำหอมที่ได้มาแบบงงๆก็ว่าได้ คือช่วงนั้นเรานั่งรถโรงเรียน ตอนเช้าก็จะได้กลิ่นมาจากพี่คนนึง เป็นกลิ่นน้ำหอมที่เรารู้สึกว่ามันหอมเย็นๆแบบเท่มาก ไม่ได้แมนจนเกินไป แต่ก็มั่นใจพอสมควรว่าไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมหญิง ด้วยความที่เป็นคนไม่สุงสิงกับใครเลยไม่ได้กล้าถามเขา ทำได้เพียงแค้เก็บกลิ่นที่จำได้แม่นไว้ขึ้นใจ หลังจากนั้นปิดเทอมได้ลงไปเยี่ยมพ่อที่ทำราชการอยู่ทางใต้ เลยไปเดินตามหาน้ำหอมตัวนั้นทั้งที่ตลาดกิมหยงและที่ห้างในมาเลเซีย ด้วยความอะไรไม่รู้ เราไปหยุดที่เคาน์เตอร์ของ CK แล้วก็บอกแม่ว่าอาจจะเป็นอันนี้ละมั้ง เห็นขวดมันเก๋ดี ดูทันสมัยโดนใจวัยรุ่น แม่เลยขอให้พนักงานฉีดให้เราได้ลองดม พอดมแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ ไม่เหมือนเลย ไม่มีอะไรใกล้เคียงกันสักนิด แต่ด้วยความที่ไปถึงตรงนั้นแล้วแม่ก็หลวมตัวซื้อให้จนได้

สำหรับเรากลิ่นขิงและเครื่องเทศเป็นกลิ่นที่เด่นมากของ CK One เป็นกลิ่นเครื่องเทศแบบซ่าๆที่รู้สึกได้ทันทีตั้งแต่แรกฉีด จากนั้นตามมาด้วยกลิ่นเขียวๆสดชื่น และในช่วง middle note ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นมะลิที่ชัดขึ้นมา รวมถึงดอกไม้อื่นๆด้วยแต่เราก็แยกแยะได้ไม่มากว่าเป็นดอกอะไรกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าในพื้นหลังนั้นจะสัมผัสได้กับกลิ่นมัสก์และไม้จันทน์หอมที่ปูไว้ และกลิ่นเขียวสดชื่นก็ยังตามติดมาจนหยดสุดท้ายกันเลยทีเดียว จะบอกว่ากลิ่นทั้งหมดทั้งปวงนี้ไม่ได้คมมากนะ ออกจะติดหม่นเล็กน้อยด้วยซ้ำ ทำให้รู้สึกว่ากลิ่นมันนุ่มนวลขึ้น ไม่โฉ่งฉ่างดี ถ้ากลิ่นมันคมชัดกว่านี้ก็อาจจะกลายเป็นน้ำหอมที่ไม่ชอบไปอีกตัวแล้วก็ได้

ในเรื่องของความติดทนเราว่ากลางๆนะ ประมาณ 4-5 ชั่วโมงนี่อยู่ได้สบายๆ แรกฉีดอาจจะรู้สึกว่ากลิ่นมันเข้มข้นเกินไปสักนิดนึง แต่ไม่เกิน 30 นาทีก็จะเบาลงมาเอง การกระจายกลิ่นก็ถือว่าทำได้ดี อบอวลอยู่รอบตัวแต่พองาม ไม่ได้ฟุ้งกระจายไกลจนเหมือนกลิ่นมาก่อนตัวอะไรขนาดนั้น ถือว่าทำได้ดีสำหรับการเป็น edt แหละ รวมๆแล้วเป็นความลงตัวที่เหมาะกับวัยรุ่นยุค 90 แบบเราจริงๆ

กลับมาพูดถึงแพ็คเกจกันต่อ สมัยก่อนเราชอบมากนะ เป็นฝาเปิดแบบน้ำอัดลมขวดแก้วใหญ่ๆ เปิดออกมาแล้วก็ทิ้งเลย เหลือแต่หัวฉีดสีเงินอยู่ข้างใน แต่โตมาก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แล้ว เพราะเวลาขนย้ายไปไหนมันจะไปโดนกับของอย่างอื่นในกระเป๋าเดินทาง เสี่ยงที่จะกดน้ำหอมออกมาให้กลิ่นมันลามไปทั่ว ขวดแก้วแบบแมทท์ก็ให้ความรู้สึกเท่ดี อีกทั้งรูปทรงของขวดที่คล้ายแม่งโขงแบน ทำให้รู้สึกว่าเป็นน้ำหอมของคนอายุน้อย เข้าถึงได้ง่าย จำได้ว่าพนักงานที่มาเลเซียคนนั้นก็เคยบอกไว้ว่าเป็นน้ำหอมวัยรุ่น ใช้ได้ทั้งหญิงชาย เพราะเขาออกมาแบบมาแล้วว่าให้ใช้ได้ทั้งคู่

เรื่องของราคาเราเองก็ไม่แน่ใจว่ายุคนี้จะเท่าไหร่แล้ว ขวดที่เราใช้อยู่ตอนนี้เราซื้อมาจากออสเตรเลีย 200 มล. ราคาถูกมาก ไม่เกิน 2000 บาท เพราะซื้อที่ Chemist Warehouse ร้านขายยาที่มันชอบลดน้ำหอมเยอะอยู่แล้ว ตามเคาน์เตอร์ในไทยน่าจะแพงกว่ามากพอสมควร ยังไงแนะนำว่าเป็นอีกน้ำหอมที่ควรซื้อติดไว้เวลาไปร้านขายยาต่างประเทศนะ


CK one

เหมาะกับใคร: วัยรุ่นขึ้นไปถึง 60 เลย แต่ถ้าเป็นหญิงแบบไม่ห้าวน่าจะใช้ได้แค่ถึงอายุไม่เกิน 40
ใส่ตอนไหน: ใส่ไปเรียน ไปทำงานที่ไม่ได้เน้นความสุภาพเป็นพิเศษ ไม่ค่อยเหมาะกับงานหรูหรา

Tuesday, 16 April 2019

Versace Blue Jeans



ประเดิมกันด้วยน้ำหอมตัวโปรดนะ เป็น all time favourtie ก็ว่าได้ ซื้อใช้มาไม่รู้กี่ขวดต่อกี่ขวดเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนใจหรือเอาใจออกห่าง หมดปุ๊บหาซื้อมาเติมปั๊บ ไม่ยอมปล่อยให้ขาดช่วง จะบอกว่าเป็นน้ำหอมโชคดีคล้ายๆที่บางคนเขามีกางเกงในนำโชคอะไรประมาณนั้นได้เลย บรรจุมาในแพ็คเกจที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งกล่องอลูมิเนียมสีน้ำเงินและลวดลายที่ดูก็รู้ว่าเป็นของ Versace แน่นอน มีขนาดเดียวนะคือ 75 มล.

สำหรับเรากลิ่นที่รู้สึกว่าโดนเด่นตีคู่กันออกมาเมื่อแรกฉีดเลยก็จะเป็น tonka bean ผสมกันกับวานิลลา แต่สามารถรู้ได้ตั้งแต่ระยะแรกของกลิ่นเลยว่ามี base note เป็นมักส์ ไม้จันทน์ และหญ้าแฝกรวมอยู่ ซึ่งกลิ่นเหล่านี้จะไปเด่นเอาในช่วงท้ายๆ ระยะกลางจะเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ออกมานัวๆผสม tonka bean อยู่นะ ซึ่งเรื่องกลิ่น tonka bean นี่เราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เห็นภาพ มันจะเป็นกลิ่นที่มีความเท่ในตัวเองและผสมความหวานมันอยู่ในตัวแบบพอดีๆ จะไม่หวานจ๋าแบบวานิลลาน่ะ ทั้งหมดทั้งมวลก็ตามสไตล์ของน้ำหอมสำหรับผู้ชายแหละ แต่ก็ไม่ได้เข้มข้นเกินที่ผู้หญิงจะใช้นะบอกเลย

เรื่องความติดทนนั้นหายห่วง เกิน 8 ชั่วโมงแน่นอน ติดทนทานมาก ขนาดเสื้อที่ถอดไว้ยังไม่ได้ซัก ผ่านไป 3-4 วันก็ยังได้กลิ่นน้ำหอมติดอยู่เลย ถือว่าทนทายาดเลยสำหรับความเป็น eau de toilette ในส่วนของการกระจายกลิ่น ตัวนี้จัดว่าปานกลางนะ ไม่ได้หนักหน่วงแผ่ออร่ารุนแรงอะไรมาก ช่วงท้ายจะเหลือเป็น skin scent เท่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่หลายๆคนชอบในน้ำหอมตัวนี้เลย กลิ่นติดผิวบางๆ รู้สึกเหมือนอาบน้ำมาอย่างสะอาดสดชื่นตลอดเวลา

แอบกระซิบอีกนิดว่าเจ้าตัวนี้ต้องหาซื้อเวลามีงานเซลล์นะ เมื่อเดือนก่อนเราก็เพิ่งไปสอยมาจากงานเซลล์ที่ตึก Home Pro เพลินจิต ขวดละ 700 บาท ถูกไม่น่าเชื่อ หรือถ้าบินไปมาเลเซีย ฮ่องกง ให้ลองแวะที่ร้าน Sasa เลย ราคาถูกไม่แพ้กัน ล่าสุดดูราคาจากมาเลเซียตกเป็นเงินไทยเกือบๆ 900 บาทได้ แม้แต่ในร้านขายยาที่ออสเตรเลียก็ยังขายถูก (เคยซื้อได้ 700 กลางถึง 900 ต้นๆ) อย่าไปซื้อในห้าง ใน Eveandboy หรือ Beuatrium ใดๆ ราคาแพงเกินเรื่อง ใครซื้อตัวนี้เกิน 1200 คือไม่โอเคนะ มันคือน้ำหอมที่ถูกและดี ก็อยากให้ได้ซื้อกันในราคาที่ดีจริงๆน่ะ

เหมาะกับใคร: ผู้ชายตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยหนุ่มใหญ่ใช้ได้หมด สาวห้าวหรือทอมก็ใช้ดีเหมือนกัน
ใส่ตอนไหน: ได้ทุกกาละเทศะ แต่ใส่กลางคืนอาจจะไม่ค่อยยั่วยวนเท่าไหร่ กลิ่นค่อนข้างสุภาพ