เมื่อมีครั้งแรกแล้วก็ต้องมีครั้งที่สอง การซื้อน้ำหอมของเราเริ่มมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และตัวที่สองที่ได้รับเกียรติแห่งการอดข้าวอดน้ำไปซื้อก็ได้แก่ Clinique Happy นั่นเอง เราเห็นน้ำหอมตัวนี้ครั้งแรกจาก Cosmopolitan ที่เราแก่แดดซื้อมาอ่านเองตอนม.ต้น ช่วงนั้นเขานิยมแต้มกลิ่นน้ำหอมลงไปในกระดาษด้วย ทำออกมาคล้ายๆแถบกาวให้เราดึงออก ยาวตามความสูงของหน้ากระดาษ ดึงออกมาแล้วก็ดมลงไปได้เลย ได้กลิ่นก็รู้สึกถูกใจทันที รู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ตรงกับนิยามของคำว่าความสุขดีมาก อาจจะเป็นที่สีส้มที่นำมาใช้ด้วยที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ความสุขได้
ในเมื่อกล่องมันสีส้มมาซะขนาดนี้ กลิ่นเปิดก็เป็นส้มจริงๆแหละ ทั้งส้มกี่พันธุ์ต่อกี่พันธุ์ มะกรูด ก็ขนมากันหมด เรียกว่าเป็นกลิ่นเปิดที่เหมือนโยนเข้าใส่หน้าเต็มๆ 30 นาทีแรกกลิ่นจะค่อนข้างคมหน่อยนะ ต้องทิ้งให้คลายตัวลงบ้าง ถึงจะได้กลิ่นดอกไม้ตามมันช่วยตัดให้กลิ่นมันนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ในช่วงกลางเรารู้สึกว่าได้กลิ่นของดอกลิลลี่เพิ่มเข้ามา ในขณะที่มีกลิ่นมัสก์รองพื้นอยู่ตลอด แต่ว่าไม่ได้แน่นตึ้บมากเมื่อเทียบกับน้ำหอมชายหลายๆตัว
เรื่องความติดทนเราให้ปานกลางนะ 4-5 ชั่วโมงนี่ไปได้สบายๆเลย จริงๆมันก็อยู่ได้นานกว่านั้นนะ เพราะมันเป็น edp แต่สิ่งที่เราไม่ชอบเท่าไหร่คือ skin scent ที่เราว่ามันออกแนวดอกไม้มากเกินไปจนบางวันเราเวียนหัว ยิ่งถ้าฉีดหน้าร้อนหรือไปที่แดดออกเยอะๆนี่ตายไปเลย ฉีดได้นะ แต่ฉีดให้กลิ่นอยู่ถึงช่วง middle พอ หลังจากนั้นเราต้องรีบอาบน้ำล้างกลิ่นทิ้งอะ เราเลยไม่ได้สัมผัสถึงความทนทานขั้นสุดซักเท่าไหร่ ในส่วนของการกระจายกลิ่นก็ปานกลาง ไม่ได้มีอาณุภาพรุนแรงอะไรมากเมื่อทำงานบนผิวเรา รวมๆก็จัดเป็นน้ำหอมหญิงที่ใช้ได้แหละ แต่ไม่จัดว่าชอบมากขนาดนั้น เทียบกันแล้วเราจะชอบเวอร์ชั่นผู้ชายมากกว่า ซึ่งก็จะทำรีวิวต่อไปในโอกาสหน้าเนาะ
สำหรับสนนราคา ในช่วงปีสองปีให้หลังมานี้เราเจอราคาลดบ่อยนะที่ duty free ยังไงใครมีโอกาสบินไปไหนก็ลองเช็คราคากันดู ของที่มาเลเซียก็ราคาดีเหมือนกัน
เหมาะกับใคร: สาววัยรุ่นตอนปลาย ไล่ไปถึงไม่เกิน 45 ปี แต่ต้องลุคไม่ห้าวจนเกินไปนะ
ใช้ตอนไหน: ไปเรียน ไปทำงาน ออกงานหรือเที่ยวกลางคืนก็ได้ แต่กลิ่นมีความก๋ากั๋นเล็กน้อย อาจจะไม่เหมาะกับการใส่ไปงานที่ต้องสุภาพสุดๆ


0 Perfume lovers:
Post a Comment